ติดต่อลงโฆษณา 091 885 3893

รวมวิธีเช็คสภาพรถจากตลาดรถมือสองก่อนซื้อด้วยตัวเองแบบไม่ง้อช่าง

รวมวิธีเช็คสภาพรถจากตลาดรถมือสองก่อนซื้อด้วยตัวเองแบบไม่ง้อช่าง

รวมวิธีเช็คสภาพรถจากตลาดรถมือสองก่อนซื้อด้วยตัวเองแบบไม่ง้อช่าง

          เมื่อคุณต้องการซื้อรถยนต์มือ 2 เชื่อว่าเรื่องที่คุณมักจะกังวล คือ การดูรถว่าจะดีจริงตามโฆษณาของผู้ขายหรือไม่   โดยเฉพาะกับคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องช่าง จะหาคนรู้จักไปดูรถในตลาดรถมือสองด้วยก็อาจจะยากและถ้าต้องจ้างช่างไปดูก็เสียเงินเพิ่มเข้าไปอีก จึงทำให้กลายเป็นการเพิ่มความกังวลที่มากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ดังนั้นถ้าคุณต้องการซื้อรถจากตลาดรถมือสองแบบสบายใจ ลองมาดูวิธีการตรวจสอบรถยนต์มือ 2 ด้วยตัวคุณเองแบบไม่ต้องง้อช่าง ดังต่อไปนี้

1.ตรวจสภาพยาง

          ยางรถยนต์เป็นจุดที่คุณสามารถสังเกตได้ง่ายที่สุด เมื่อคุณไปตลาดรถมือสองแล้วพบกับรถที่คุณต้องการ ให้คุณเริ่มดูจากยางทั้ง 4 ล้อ แล้วสังเกตดูว่ายางมียังมีดอกตามปกติหรือไม่ ดูว่าดอกยางมีความสึกมามาก-น้อยแค่ไหน ถ้าดอกยางยังสามารถใช้งานได้อยู่และไม่ตื้นมากจนเกินไปถือว่าใช้ได้ ที่สำคัญคือควรลองใช้นิ้วจิ้มที่ยาง ถ้ามีความแน่นก็ถือว่ายังใช้งานได้ดี แต่ถ้ายางเริ่มนิ่มหรือดูว่าเปื่อยควรเลือกคันใหม่ ควรสอบถามทางเต็นท์รถหรือผู้ขายว่ายางนั้นใช้งานมาแล้วกี่ปีและรถคันนี้จอดอยู่ภายในเต็นท์มานานแค่ไหน แม้ว่ายางรถยนต์นั้นจะจอดอยู่นิ่งๆ หรือวิ่งบนท้องถนนควรมีอายุการใช้งานเพียงแค่ 1-2 ปีเท่านั้น ซึ่งถ้าคุณพบว่าสภาพยางไม่ดีแต่สภาพโดยรวมของรถดี คุณสามารถนำเรื่องนี้ไปต่อรองเพื่อขอลดราคากับทางเต็นท์รถได้อีกด้วย

2.ตรวจสภาพแอร์

          ส่วนของแอร์คุณจะต้องลองให้ทางเต็นท์รถหรือผู้ขายสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเข้าไปนั่งภายในรถด้วยตัวคุณเอง โดยให้คุณสังเกตดูว่าลมที่ออกมาจากนั้นมีความเย็นจริงหรือไม่หรือเป็นเพียงแค่ลมเย็นของพัดลมเท่านั้น เพราะถ้าความเย็นมีน้อยแต่ที่เหลือเป็นเพียงแค่ลมของพัดลม นั่นหมายความว่าน้ำยาแอร์อาจจะกำลังหมดหรืออาจจะรั่วได้อีกด้วย รวมไปถึงเรื่องของกลิ่น ถ้ามีกลิ่นของเครื่องยนต์ติดเข้ามาภายในห้องโดยสารด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้คุณสามารถพิจารณาซื้อได้ง่ายขึ้น เพราะกลิ่นเครื่องยนต์ที่เข้ามาภายในรถจะเป็นตัวบ่งบอกถึงสภาพรถยนต์ได้อีกในระดับหนึ่ง นอกจากนี้คุณสามารถสังเกตทั้งแผงคอนโซลที่ติดตั้งแอร์, พวงมาลัย และจุดใช้งานต่างๆ ที่ให้ประโยชน์ต่อการขับรถบนท้องถนน ถ้าทุกส่วนยังคงใช้งานได้ดีก็ถือว่ารถคันนั้นน่าสนใจเลยทีเดียว

3.ตรวจดูเลขไมล์

          เรื่องต่อมาคือการตรวจดูเลขไมล์ด้วยตัวคุณเองด้วยเช่นกัน เลขไมล์ที่อยู่ด้านหน้าคนขับจะเป็นตัวบ่งบอกว่ารถคันนี้ถูกใช้งานมานานแค่ไหนแล้ว ซึ่งให้คุณถามทางเต็นท์รถหรือเจ้าของรถดูก่อนว่ารถยนต์คันนี้ใช้งานมานานกี่ปี การใช้งานรถเป็นอย่างไร ใช้เพื่อวิ่งออกไปทำงานหรือใช้เพียงแค่ทำธุระเล็กน้อยของคนภายในบ้าน ถ้าเป็นการขับรถไปทำงานคุณต้องถามเพิ่มขึ้นว่าขับไปต่างจังหวัดด้วยหรือไม่และระยะทางจากบ้านไปทำงานกี่กิโลเมตร ซึ่งข้อมูลนี้จะช่วยทำให้คุณสามารถนำมาวิเคราะห์ร่วมกับเลขไมล์ที่อยู่บนหน้าปัดได้ จากนั้นให้คุณนำมาเปรียบเทียบดูว่าข้อมูลที่ได้รับมากับเลขไมล์สมดุลกันหรือไม่ เนื่องจากเต็นท์รถบางแห่งใช้วิธีการลักไก่คนซื้อรถในตลาดรถมือสองด้วยการปรับเลขไมล์ใหม่ให้วิ่งน้อยลง เพื่อที่จะอัพราคาให้มากขึ้นและบางคันอาจถูกเปลี่ยนเลขไมล์ใหม่ เพื่อซ่อนเรื่องของความเสียหายภายในตัวรถ การวิ่งไกลไปต่างจังหวัดบ่อยครั้งและอุบัติเหตุหนักอีกด้วย ตามหลักของผู้ใช้รถแล้ว ถ้าใช้งานทั่วไปการวิ่งบนท้องถนนจะอยู่ประมาณปีละ 25,000 ถึง 35,000 กิโลเมตร ดังนั้นถ้ารถขับมาแล้ว 3-5 ปี ให้คุณใช้ระยะการเดินทางนี้ไปคูณกับจำนวนปีที่คุณใช้รถ แล้วคุณจะรู้ว่าเลขไมล์บนตัวรถเป็นของจริงหรือไม่

4.ตรวจดูเครื่องยนต์

          การตรวจสอบเครื่องยนต์แบบเบื้องต้นที่คนไม่มีความรู้เรื่องช่างสามารถตรวจสอบได้เอง คือ ให้คุณลองดูจากใต้ฝากระโปรงรถเป็นจุดแรก ถ้าใต้ฝากระโปรงรถมีความสมบูรณ์ดี ไม่มีรอยบุบ รอยโดนตีมาใหม่ หรือรอยบากใดๆ ที่ดูผิดปกติ แสดงให้รู้ว่ารถไม่เคยโดนชนหนักมาก่อน แต่ทั้งนี้ให้คุณดูที่เครื่องยนต์ด้วย ถ้าเครื่องยนต์ยังคงดูเป็นสีปกติ ไม่เกิดสนิมที่ส่วนใดส่วนหนึ่งหนักจนเกินไป ไม่มีคราบน้ำมันเลอะตามจุดต่างๆ จนกลายเป็นคราบเหนียวข้น รวมไปถึงน้ำแบตเตอรี่ไม่มีหยดลงมาที่พื้น นั่นก็หมายความว่าเครื่องยนต์อยู่ในสภาพที่ดี ถูกดูแลมาใช้ได้ และคุณควรเปิดดูแบตเตอรี่กับท่อน้ำมันต่างๆ เพื่อดูว่าสภาพน้ำภายในนั้นยังคงสมบูรณ์ดีหรือไม่ การสังเกตเหล่านี้จะช่วยทำให้คุณตรวจสอบเครื่องยนต์แบบเบื้องต้นได้ว่ายังอยู่ในสภาพที่ซื้อไปใช้แล้วจะยังใช้งานได้ดีอยู่หรือไม่

5.ตรวจผิวสัมผัสของชุดสี

          การตรวจสอบผิวสัมผัสของชุดสีเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด โดยให้คุณใช้สายตาตรวจสอบก่อนเป็นจุดแรก ถ้าคุณเดินดูรอบคันแล้วพื้นผิวดูเรียบดี ไม่มีร่องรอยใดๆ ที่ดูแปลกใหม่หรือสีเรียบเนียนเท่ากันหมด คุณก็ยังพอวางใจได้ว่ารถไม่เคยทำสีหนักมาก่อนหรืออาจจะทำมาน้อยมาก แต่อย่าเพิ่งไว้ใจ! ให้คุณลองใช้มือสัมผัสชุดสีรอบตัวรถ ซึ่งคุณอาจจะสัมผัสได้ถึงจุดบวม จุดรอยต่อ หรือจุดการทำสีใหม่ที่อาจจะปกปิดด้วยสายตาได้ แต่ปกปิดด้วยการสัมผัสไม่ได้ ที่สำคัญคือคุณควรสอบถามทางเต็นท์รถหรือผู้ขายรถในตลาดรถมือสองด้วยว่าเคยทำสีมาก่อนหรือไม่ ถ้าคำตอบสวนทางกับสัมผัสที่คุณรู้สึกถึงการทำสีมาหลายแห่ง คุณควรมองหารถคันใหม่ได้เลย

          ถ้าคุณต้องการซื้อรถในตลาดรถมือสองด้วยตัวคุณเองแบบไม่จำเป็นต้องง้อช่าง คุณสามารถนำทั้ง 5 วิธีนี้ไปช่วยในการตรวจสอบรถ โดยให้คุณตรวจสอบอย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้คุณได้รถยนต์มือสองที่คุ้มค่ากับราคา ที่สำคัญที่สุดอย่าลืมเช็คราคากลางของรถไปด้วย เพื่อที่คุณจะได้รู้ว่ารถที่คุณต้องการนั้นควรซื้อ-ขายที่ราคาเท่าไหร่ เพื่อให้ได้รถยนต์มือสองที่คุ้มค่าต่อตัวคุณมากที่สุด